วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ปราสาทจอมพระ


สุรินทร์
วันเปิดทำการ:
ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 - 16.00


รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :
ตั้งอยู่หมู่ 4 ตำบลจอมพระ ปราสาทจอมพระมีลักษณะของสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า อโรคยศาล มีโครงสร้างที่ยังสมบูรณ์อยู่มาก อาคารต่าง ๆ ก่อด้วยศิลาแลงและใช้หินทรายประกอบ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกมีส่วนประกอบหลัก 4 ส่วน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะแบบอโรคยศาลดังที่พบในที่อื่น คือ ปรางค์ประธานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุขหน้า บรรณาลัยหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าตั้งอยู่ทางด้านหน้า มีกำแพงล้อมรอบพร้อมซุ้มประตูรูปกากบาทและสระน้ำนอกกำแพง โบราณวัตถุสำคัญที่พบได้แก่ เศียรพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 1 เศียร และรูปพระวัชรสัตว์ 1 องค์เช่นเดียวกับที่พบที่อโรคยศาลในอำเภอพิมายและที่พระปรางค์วัดกู่แก้ว จังหวัดขอนแก่น โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นรูปเคารพในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน มีลักษณะตรงกับศิลปะขอมแบบบายน ซึ่งเป็นแบบศิลปะที่เจริญอยู่ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอม การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 26 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 214 (สุรินทร์-ร้อยเอ็ด) เข้าตัวอำเภอจอมพระ มีทางแยกขวามือเข้าวัดป่าปราสาทจอมพระอีก 1 กิโลเมตร


ข้อมูลการติดต่อ
    - -
    ตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์
    Tel. 0

วนอุทยานพนมสวาย



สุรินทร์
วันเปิดทำการ:
ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 06.00 - 18.00

รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :
อยู่ในเขตตำบลนาบัว ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงหมายเลข 214) ระยะทาง 14 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร เป็นภูเขาเตี้ยๆ มียอดเขาอยู่ 3 ยอด ยอดที่ 1 มีชื่อว่ายอดเขาชาย (พนมเปราะ) สูง 210 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดพนมสวาย มีบันไดขึ้นถึงวัด มีสระน้ำกว้างใหญ่และร่มรื่นด้วยต้นไม้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรมงคลปางประทานพร ภปร. ยอดที่ 2 มีชื่อว่ายอดเขาหญิง (พนมสรัย) สูงระดับ 228 เมตร ทางวัดได้จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานไว้ ยอดที่ ๓ มีชื่อว่าเขาคอก (พนมกรอล) พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ได้จัดสร้างศาลาอัฏฐะมุข เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง จากยอดเขาชายมาประดิษฐานไว้ในศาลา โดยเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2524 และเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2525 เป็นวนอุทยาน บรรพบุรุษชาวสุรินทร์ถือว่าเป็นสถานที่แสวงบุญ จะมีการเดินขึ้นยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันหยุดงานตามประเพณีของชาวจังหวัดสุรินทร์มาแต่โบราณกาล ปัจจุบันมีสิ่งที่น่าสนใจในวนอุทยานได้แก่ การเคาะระฆัง 1,080 ใบ เพื่อให้มีชื่อเสียงกว้างขวางเหมือนเสียงกังวานกว้างไกลอย่างระฆัง ก่อนไปนมัสการพระพุทธสุรินทรมงคลบนยอดเขาพนม อีกทั้งยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9สิ่งได้แก่       1. พระใหญ่หรือพระพุทธสุรินทรมงคล 2. รอยพระพุทธบาทจำลอง 3. อัฐิหลวงปู่ดุล อตุโล 4. พระสมณโคดม (พระพุทะรูปองค์ดำ) 5. หลวงปู่สวน (พระครูพนมศิลคุณ) 6. ปราสาสทหินพนมสวาย 7. เจ้าแม่กวนอิม 8. เต่าหินศักดิ์สิทธิ์ 9. สระน้ำศักดิ์สิทธิ์  ให้ได้กราบไหว้ขอพรเสริมศิริมงคลให้กับชีวิตอีกด้วย

ข้อมูลการติดต่อ

หมู่บ้านช้างจังหวัดสุรินทร์



สุรินทร์
วันเปิดทำการ:
ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 07.30 -17.00



รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว :
ตั้งอยู่ที่อำเภอท่าตูม ปัจจุบันชุมชนชาวกวยถูกพัฒนาให้กลายเป็นหมู่บ้านการท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ มีศูนย์คชศึกษาที่มีกิจกรรมการแสดงของช้างแสนรู้สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมประเพณีชองชาวกวยที่สืบทอดต่อกันมาช้านาน และอยากให้มีการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมการเลี้ยงช้างให้อยู่สืบทอดตลอดไปสู่ชนรุ่นหลังได้ชื่นชม และเป็นที่รู้จักทั่วไปของโลก หมู่บ้านตากลางแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นหมู่บ้านช้างเลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นชุมชนพอเพียงที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น

ข้อมูลการติดต่อ
    - -
    ตั้งอยู่หมู่ที่ 9 และ 13 บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์  
    Tel. +668 1967 5015, +66 4451 292


ข้อมูลท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์



สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่ ผ้าไหมงาม ประคำสวย ร่ำรวยปราสาท ผักกาดหวาน ข้าวสารหอม งามพร้อมวัฒนธรรม
จังหวัดสุรินทร์อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ โดยทางรถยนต์ประมาณ 457 กิโลเมตร และโดยทางรถไฟประมาณ 420 กิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรือ "อีสานใต้"  มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา มีผู้คนหลายเผ่าอยู่ร่วมกัน มีภาษาพูดพื้นเมืองที่แตกต่างกัน เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่พูดภาษาเขมร ส่วนใหญ่อาศัยอยู่แถบอำเภอเมือง  ปราสาท กาบเชิง สังขะ บัวเชด จอมพระ ศีขรภูมิ ท่าตูม ชุมพลบุรี ลำดวน กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่พูดภาษาส่วย อาศัยอยู่ในแถบอำเภอสำโรงทาบ ท่าตูม สนม จอมพระ  ศีขรภูมิ รัตนบุรี และกระจายอยู่ตามอำเภออื่น ๆ อีกเล็กน้อย กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มที่พูดภาษาพื้นเมืองอีสาน( ลาว ) อาศัยอยู่แถบอำเภอสนม รัตนบุรี ท่าตูม ชุมพลบุรี และศีขรภูมิ จากการที่ประชาชนมีภาษาพูดที่แตกต่างกันอย่างนี้ จึงทำให้แต่ละกลุ่มมีขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมที่แตกต่างกันบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ประชากรทั้ง 3 กลุ่ม มีความกลมกลืนกัน มีความสามัคคีต่อกันเป็นอย่างดี มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ไม่ปรากฏการเกิดปัญหาระหว่างกลุ่มชนแต่อย่างใด
เชื่อกันว่าเมืองสุรินทร์ถูกสร้างขึ้นในสมัยที่พวกขอมมีอำนาจอยู่ในบริเวณนี้ ปรากฏหลักฐานคือมีปราสาทหินจำนวนมากในจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสุรินทร์อยู่ในเส้นทางอารยธรรมขอม ที่เคยมีอิทธิพลเหนือดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ 2,000 ปีล่วงมาแล้ว เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลงเมืองสุรินทร์ได้ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นป่าดงอยู่นาน จนกระทั่งในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ. 2260 ชาวพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าส่วยหรือกูย ซึ่งอาศัยอยู่แถบเมืองอัตปือแสนแป แคว้นจำปาศักดิ์ซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนของไทย และเป็น ผู้ที่มีความสามารถในการจับช้างป่า มาเลี้ยงไว้ใช้งานเป็นอย่างมาก ได้พากันอพยพข้ามลำน้ำโขงมาสู่ฝั่งขวา โดยได้แยกย้ายกันไปตั้งชุมชนที่เมืองลีง (อำเภอจอมพระ) บ้านโคกลำดวน(อำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ) บ้านอัจจะปะนึ่ง(อำเภอสังขะ) และบ้าน กุดปะไท (อำเภอศีขรภูมิ) แต่ละ บ้านจะมีหัวหน้าควบคุมอยู่
ในปีพ.ศ. 2306 หลวงสุรินทรภักดีหรือเชียงปุมหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ขอให้เจ้าเมืองพิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งสุริยามรินทร์ ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองทีมาตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านคูประทาย บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2ชั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปราน พระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกบ้านคูประทาย เป็นเมืองประทายสมันต์ และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทรภักดีเป็นพระยาสุริน ทรภักดีศรีณรงค์จางวางให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง
ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ ตามสร้อยบรรดาศักดิ์เจ้าเมืองเมืองสุรินทร์มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน  จนถึงปี พ.ศ.2451 ได้มีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นแบบเทศาภิบาลส่วนกลางจึงได้แต่งตั้งพระกรุงศรีบุรีรักษ์(สุม สุมานนท์)มาดำรงตำแหน่งเป็น ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนแรก